อะโวคาโด เป็นพืชที่เติบโตง่าย การดูแลก็ไม่แตกต่างจากไม้ผลชนิดอื่นๆเท่าใดนัก แต่ปัญหาหลักๆที่มักพบในหลายพื้นที่คือ เปอร์เซ็นต์การตายที่สูงในช่วง1-2ปีแรก สาเหตุหลักมักเกิดจาก ความสมบูรณ์ของต้นพันธุ์ โรคที่ติดมากับเมล็ดที่นำมาเพาะ ช่วงที่เวลาปลูก และการดูแลต้นหลังปลูก
เนื่องจาก อะโวคาโด เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่อ่อนแอต่อโรครากเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อPhytophthora จึงต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของต้นตอ
หากเพาะพันธุ์ต้นตอเอง ควรเลือกเพาะเมล็ดจากผลที่แก่จัดและเก็บจากต้น โดยอาจเลือกเมล็ดจากต้นกลายพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง หรืออาจใช้เมล็ดพันธุ์Booth7 ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูงและต้นเจริญเติบโตดี
ควรรอให้ต้นตอเติบโตและมีความสูงพอสมควรจึงทำการเปลี่ยนยอด เพื่อให้รอยต่อระหว่างยอดพันธุ์ดีสูงกว่าระดับพื้นดินพอสมควร เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากพื้นดิน
ต้นที่นำไปปลูกในแปลงควรมีอายุ 1-2 ปี
ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงและรอยต่อที่เปลี่ยนพันธุ์ประสานดีแล้ว ก่อนปลูกควรนำต้นพันธุ์ออกวางกลางแจ้งเพื่อปรับสภาพสัก 2-3วัน
ระยะปลูกที่แนะนำคือ 6x8 หรือ 8x8 เมตรเพื่อรองรับการนำเครื่องทุ่นแรงเข้าทำงาน ในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ซึ่งมีระบบน้ำรองรับ แนะนำให้ลงปลูกช่วงปลายฝน เพื่อหลีกเลี่ยงฝนตกชุก น้ำอาจท่วมขังทำให้เน่าตายได้ แต่หากเป็นพื้นที่สูง ที่ไม่มีระบบน้ำก็อาจปลูกช่วงต้นฝนได้ ควรขุดหลุมปลูกให้ใหญ่พอสมควร เช่น 80x80x80 ซม. และใช้ดินผสมกับปุ๋ยคอกและวัสดุอื่นๆทำเป็นโคกและปลูกบนโคกเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี ควรพรางแสงให้ต้นอะโวคาโดตั้งแต่หลังปลูกนาน 1 เดือน และควรให้น้ำสม่ำเสมอ ให้พอชื้นแต่ไม่แฉะ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนแรก เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและมีรากแผ่กระจายได้เร็ว จะเห็นได้ว่า การปลูกอะโวคาโดไม่ยากเลย แต่ต้องดูแลระบบราก หากผ่านในช่วง 1-2 ปีแรกไปได้ ก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีได้ โดยต้นที่เปลี่ยนยอดมักให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่3
เมื่อมีความสูงเลยเข่าขึ้นมา ควรตัดยอดเพื่อให้แตกยอดขึ้นมาใหม่ 3-4ยอด หลังจากนั้นเมื่อทรงพุ่มเติบโตขึ้นควรแต่งทรงพุ่มแบบopen centerคือ ตัดกิ่งภายในทรงพุ่ม กิ่งกระโดงออก เน้นให้แผ่ไปด้านข้างและตัดให้ทรงต่ำเพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว และควรตัดแต่งกิ่งทุกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
อะโวคาโด เป็นไม้ผลที่มีปัญหาโรค-แมลงไม่รุนแรงนัก นอกจากปัญหาหลักๆจากโรครากเน่าจากเชื้อPhytophthoraที่สามารถกำจัดได้โดยการใช้ สารเมทาแลกซิล หรือ สารฟอสเอทธิล-อะลูมิเนียม หรืออาจใช้เชื้อไตรโคเดอมาก็ได้ อาจมีปัญหาจากโรคแอนแทรคโนสลงทำลายที่ผล ซึ่งสามารถใช้สารคาร์เบนดาซิมกำจัดได้ไม่ยากนัก บางครั้งในช่วงหน้าแล้งอาจพบเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้งลงทำลาย ก็สามารถใช้สารฟิโปรนิล และ อะซิทามิพริด กำจัดได้
อีกข้อสำคัญของการทำสวนอะโวคาโดคือ “การเก็บเกี่ยว” วิธีที่เหมาะคือใช้แรงงานคนเก็บจากต้น โดยต้องให้มีขั้วติดกับผลและห้ามไม่ให้ร่วงหล่นบนพื้นเด็ดขาด ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องเก็บเกี่ยวผลที่แก่ หากผลยังอ่อนจะรับประทานไม่ได้เนื่องจากมีปริมาณแทนนินสูง รสชาติจะขม นำมาบ่มเนื้อก็จะเป็นสีดำ สำหรับผู้ไม่ชำนาญอาจสังเกตุจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอกผลของแต่ละพันธุ์แต่เพียงอย่างเดียวได้ยาก ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆด้วยเช่น นับจำนวนวันหลังดอกบาน หรือตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง (ดูรายละเอียดของแต่ละพันธุ์ในตารางที่แนบมา) หรือใช้วิธีผ่าผลดูสีของเปลือกหุ้มเมล็ดประกอบกันไปด้วย หากเปลือกหุ้มเป็นสีน้ำตาลเข้มก็อาจประเมินว่าผลสุกแล้วได้คร่าวๆ
ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส)
เนื่องจาก อะโวคาโด เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่อ่อนแอต่อโรครากเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อPhytophthora จึงต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของต้นตอ
หากเพาะพันธุ์ต้นตอเอง ควรเลือกเพาะเมล็ดจากผลที่แก่จัดและเก็บจากต้น โดยอาจเลือกเมล็ดจากต้นกลายพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง หรืออาจใช้เมล็ดพันธุ์Booth7 ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูงและต้นเจริญเติบโตดี
ควรรอให้ต้นตอเติบโตและมีความสูงพอสมควรจึงทำการเปลี่ยนยอด เพื่อให้รอยต่อระหว่างยอดพันธุ์ดีสูงกว่าระดับพื้นดินพอสมควร เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากพื้นดิน
ต้นที่นำไปปลูกในแปลงควรมีอายุ 1-2 ปี
ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงและรอยต่อที่เปลี่ยนพันธุ์ประสานดีแล้ว ก่อนปลูกควรนำต้นพันธุ์ออกวางกลางแจ้งเพื่อปรับสภาพสัก 2-3วัน
ระยะปลูกที่แนะนำคือ 6x8 หรือ 8x8 เมตรเพื่อรองรับการนำเครื่องทุ่นแรงเข้าทำงาน ในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ซึ่งมีระบบน้ำรองรับ แนะนำให้ลงปลูกช่วงปลายฝน เพื่อหลีกเลี่ยงฝนตกชุก น้ำอาจท่วมขังทำให้เน่าตายได้ แต่หากเป็นพื้นที่สูง ที่ไม่มีระบบน้ำก็อาจปลูกช่วงต้นฝนได้ ควรขุดหลุมปลูกให้ใหญ่พอสมควร เช่น 80x80x80 ซม. และใช้ดินผสมกับปุ๋ยคอกและวัสดุอื่นๆทำเป็นโคกและปลูกบนโคกเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี ควรพรางแสงให้ต้นอะโวคาโดตั้งแต่หลังปลูกนาน 1 เดือน และควรให้น้ำสม่ำเสมอ ให้พอชื้นแต่ไม่แฉะ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนแรก เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและมีรากแผ่กระจายได้เร็ว จะเห็นได้ว่า การปลูกอะโวคาโดไม่ยากเลย แต่ต้องดูแลระบบราก หากผ่านในช่วง 1-2 ปีแรกไปได้ ก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีได้ โดยต้นที่เปลี่ยนยอดมักให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่3
เมื่อมีความสูงเลยเข่าขึ้นมา ควรตัดยอดเพื่อให้แตกยอดขึ้นมาใหม่ 3-4ยอด หลังจากนั้นเมื่อทรงพุ่มเติบโตขึ้นควรแต่งทรงพุ่มแบบopen centerคือ ตัดกิ่งภายในทรงพุ่ม กิ่งกระโดงออก เน้นให้แผ่ไปด้านข้างและตัดให้ทรงต่ำเพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว และควรตัดแต่งกิ่งทุกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
อะโวคาโด เป็นไม้ผลที่มีปัญหาโรค-แมลงไม่รุนแรงนัก นอกจากปัญหาหลักๆจากโรครากเน่าจากเชื้อPhytophthoraที่สามารถกำจัดได้โดยการใช้ สารเมทาแลกซิล หรือ สารฟอสเอทธิล-อะลูมิเนียม หรืออาจใช้เชื้อไตรโคเดอมาก็ได้ อาจมีปัญหาจากโรคแอนแทรคโนสลงทำลายที่ผล ซึ่งสามารถใช้สารคาร์เบนดาซิมกำจัดได้ไม่ยากนัก บางครั้งในช่วงหน้าแล้งอาจพบเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้งลงทำลาย ก็สามารถใช้สารฟิโปรนิล และ อะซิทามิพริด กำจัดได้
อีกข้อสำคัญของการทำสวนอะโวคาโดคือ “การเก็บเกี่ยว” วิธีที่เหมาะคือใช้แรงงานคนเก็บจากต้น โดยต้องให้มีขั้วติดกับผลและห้ามไม่ให้ร่วงหล่นบนพื้นเด็ดขาด ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องเก็บเกี่ยวผลที่แก่ หากผลยังอ่อนจะรับประทานไม่ได้เนื่องจากมีปริมาณแทนนินสูง รสชาติจะขม นำมาบ่มเนื้อก็จะเป็นสีดำ สำหรับผู้ไม่ชำนาญอาจสังเกตุจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอกผลของแต่ละพันธุ์แต่เพียงอย่างเดียวได้ยาก ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆด้วยเช่น นับจำนวนวันหลังดอกบาน หรือตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง (ดูรายละเอียดของแต่ละพันธุ์ในตารางที่แนบมา) หรือใช้วิธีผ่าผลดูสีของเปลือกหุ้มเมล็ดประกอบกันไปด้วย หากเปลือกหุ้มเป็นสีน้ำตาลเข้มก็อาจประเมินว่าผลสุกแล้วได้คร่าวๆ
ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส)