หลังจากที่กระแส “อะโวคาโด ฟีเวอร์” เริ่มเป็นที่ยอมรับของสายสุขภาพทั้งในแง่คุณค่าทางอาหารและใช้ดูแลสุขภาพความงาม โอกาสทางการตลาดจึงเปิดกว้างขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณและราคา ผู้บริโภคมีความต้องการหลากหลาย เลือกสรรรสชาติ ความมัน และคุณค่าทางอาหาร หรือเลือกขนาดผลและความละเอียดของเนื้อที่เหมาะนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์เสริมความงาม บำรุงผิว
ผู้ที่สนใจลงทุนปลูกเป็นการค้าจึงจำเป็นต้องรู้จักลักษณะและนิสัยของพืชอะโวคาโดให้มากเพียงพอก่อนลงมือ
สิ่งสำคัญที่สุดที่เหล่ากูรูแนะนำคือการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ถึงแม้อะโวคาโดจะเป็นไม้ผลเขตร้อน สามารถปลูกได้ทั้งบนพื้นราบและที่สูง แต่การให้ผลผลิตของแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของพันธุ์และสภาพพื้นที่
เพื่อการติดผลดก คุ้มค่าทางการค้าอันดับแรกควรเลือกพันธุ์ตามลักษณะนิสัยการบานและการพร้อมผสมเกสรของดอก อะโวคาโด สามารถแบ่งตามลักษณะนี้ได้เป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มA- ดอกจะบานครั้งแรกในตอนเช้า ตัวเมียพร้อมรับละอองเกสร แต่ตัวผู้ไม่พร้อมผสม ดอกจะหุบในตอนเที่ยงและบานอีกครั้งในในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น ตัวผู้และตัวเมียจึงพร้อมผสม ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 30 ชั่วโมง (ค่อนข้างนาน) กลุ่มนี้จึงติดผลยาก กลุ่มนี้ได้แก่ พันธุ์Hass, Pinkerton, Peterson
อีกกลุ่ม กลุ่มB- บานครั้งแรกตอนบ่าย เกสรตัวเมียพร้อมรับละอองเกสร แต่ตัวผู้นั้นไม่พร้อมผสม ดอกจะบานอีกครั้งในในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เกสรตัวผู้และตัวเมียจึงพร้อมผสม ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง (ระยะเวลาสั้นกว่า) จึงติดผลได้ค่อนข้าง ดีกว่า กลุ่มนี้ได้แก่ Buccanaer (นิยมปลูกมากทางภาคเหนือ), Booth 7, Fuerte
ข้อแนะนำ ควรเลือกปลูกทั้งสองกลุ่มคละกันอยู่ในแปลงเดียวกัน จะช่วยให้การผสมเกสรและติดผลดีขึ้น
รวมทั้งควรเลือกตามระดับความสูงของพื้นที่ ซึ่งจะมีผลต่อปริมาณของผลผลิตของแต่ละพันธุ์ ตัวอย่างเช่น พันธุ์Hass พันธุ์การค้าอันดับ1 สามารถเติบโตและให้ผลผลิตบนพื้นราบตั้งแต่ระดับ200-300เมตรเหนือระดับน้ำทะเล(เช่น พื้นที่ อ.ปากช่อง) แต่จะได้ผลผลิตน้อยหรืออาจได้ผลปีเว้นปีไม่คุ้มต่อการปลูกเป็นการค้า ควรปลูกบนพื้นที่สูงตั้งแต่700-800เมตรขึ้นไปจึงจะได้ผลผลิตสูงคุ้มค่า
กูรูบางท่านแนะนำให้พิจารณาเลือกตามระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถมีผลผลิตเก็บขายเป็นระยะยาวหลายๆเดือนในแต่ละปี เช่น อาจเลือกปลูกพันธุ์Petersonซึ่งเป็นพันธุ์เบาที่ติดดกและเก็บได้ก่อน ร่วมกับพันธุ์กลางๆเช่น พันธุ์Buccanaer, Booth7 หรือ Fuerte ที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงต่อมา หรือร่วมกับพันธุ์หนัก เช่น Hass, Pinkerton เพื่อให้ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวต่อเนื่องนานขึ้น
รวมถึงการเลือกตามลักษณะรูปร่างของผล ตามความนิยมของผู้บริโภคเช่น ผลยาว/รูปหยดน้ำ เช่น Hass, Pinkerton, Fuerte หรือลักษณะผลกลม เช่น Buccanaer, Booth7 หรือเลือกตามความอุดมของคุณค่าอาหาร เช่น Hass, Buccanaer หรือหากต้องการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทำเครื่องสำอาง ก็อาจมีพันธุ์ทางเลือกเช่น ปากช่อง 3-3 ซึ่งติดดก ผลใหญ่ เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก แต่เนื้อค่อนข้างนิ่มเละไม่เป็นที่นิยมต่อการบริโภค
ข้อสำคัญที่กูรูเน้นย้ำคือ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้ ว่าจะได้ต้นพันธุ์ตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการถูกต้องแน่นอน ซึ่งมักเป็นต้นพันธุ์ต่างๆที่เสียบยอดบนต้นตอพันธุ์ที่ทนทานต่อโรครากเน่าจากเชื้อPhytophthora ต้องหลีกเลี่ยงต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดซึ่งจะเกิดการกลายพันธุ์ ผู้ขายต้นพันธุ์มักเรียกว่า พันธุ์พื้นเมือง ..
ผู้ที่สนใจลงทุนปลูกเป็นการค้าจึงจำเป็นต้องรู้จักลักษณะและนิสัยของพืชอะโวคาโดให้มากเพียงพอก่อนลงมือ
สิ่งสำคัญที่สุดที่เหล่ากูรูแนะนำคือการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ถึงแม้อะโวคาโดจะเป็นไม้ผลเขตร้อน สามารถปลูกได้ทั้งบนพื้นราบและที่สูง แต่การให้ผลผลิตของแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของพันธุ์และสภาพพื้นที่
เพื่อการติดผลดก คุ้มค่าทางการค้าอันดับแรกควรเลือกพันธุ์ตามลักษณะนิสัยการบานและการพร้อมผสมเกสรของดอก อะโวคาโด สามารถแบ่งตามลักษณะนี้ได้เป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มA- ดอกจะบานครั้งแรกในตอนเช้า ตัวเมียพร้อมรับละอองเกสร แต่ตัวผู้ไม่พร้อมผสม ดอกจะหุบในตอนเที่ยงและบานอีกครั้งในในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น ตัวผู้และตัวเมียจึงพร้อมผสม ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 30 ชั่วโมง (ค่อนข้างนาน) กลุ่มนี้จึงติดผลยาก กลุ่มนี้ได้แก่ พันธุ์Hass, Pinkerton, Peterson
อีกกลุ่ม กลุ่มB- บานครั้งแรกตอนบ่าย เกสรตัวเมียพร้อมรับละอองเกสร แต่ตัวผู้นั้นไม่พร้อมผสม ดอกจะบานอีกครั้งในในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เกสรตัวผู้และตัวเมียจึงพร้อมผสม ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง (ระยะเวลาสั้นกว่า) จึงติดผลได้ค่อนข้าง ดีกว่า กลุ่มนี้ได้แก่ Buccanaer (นิยมปลูกมากทางภาคเหนือ), Booth 7, Fuerte
ข้อแนะนำ ควรเลือกปลูกทั้งสองกลุ่มคละกันอยู่ในแปลงเดียวกัน จะช่วยให้การผสมเกสรและติดผลดีขึ้น
รวมทั้งควรเลือกตามระดับความสูงของพื้นที่ ซึ่งจะมีผลต่อปริมาณของผลผลิตของแต่ละพันธุ์ ตัวอย่างเช่น พันธุ์Hass พันธุ์การค้าอันดับ1 สามารถเติบโตและให้ผลผลิตบนพื้นราบตั้งแต่ระดับ200-300เมตรเหนือระดับน้ำทะเล(เช่น พื้นที่ อ.ปากช่อง) แต่จะได้ผลผลิตน้อยหรืออาจได้ผลปีเว้นปีไม่คุ้มต่อการปลูกเป็นการค้า ควรปลูกบนพื้นที่สูงตั้งแต่700-800เมตรขึ้นไปจึงจะได้ผลผลิตสูงคุ้มค่า
กูรูบางท่านแนะนำให้พิจารณาเลือกตามระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถมีผลผลิตเก็บขายเป็นระยะยาวหลายๆเดือนในแต่ละปี เช่น อาจเลือกปลูกพันธุ์Petersonซึ่งเป็นพันธุ์เบาที่ติดดกและเก็บได้ก่อน ร่วมกับพันธุ์กลางๆเช่น พันธุ์Buccanaer, Booth7 หรือ Fuerte ที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงต่อมา หรือร่วมกับพันธุ์หนัก เช่น Hass, Pinkerton เพื่อให้ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวต่อเนื่องนานขึ้น
รวมถึงการเลือกตามลักษณะรูปร่างของผล ตามความนิยมของผู้บริโภคเช่น ผลยาว/รูปหยดน้ำ เช่น Hass, Pinkerton, Fuerte หรือลักษณะผลกลม เช่น Buccanaer, Booth7 หรือเลือกตามความอุดมของคุณค่าอาหาร เช่น Hass, Buccanaer หรือหากต้องการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทำเครื่องสำอาง ก็อาจมีพันธุ์ทางเลือกเช่น ปากช่อง 3-3 ซึ่งติดดก ผลใหญ่ เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก แต่เนื้อค่อนข้างนิ่มเละไม่เป็นที่นิยมต่อการบริโภค
ข้อสำคัญที่กูรูเน้นย้ำคือ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้ ว่าจะได้ต้นพันธุ์ตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการถูกต้องแน่นอน ซึ่งมักเป็นต้นพันธุ์ต่างๆที่เสียบยอดบนต้นตอพันธุ์ที่ทนทานต่อโรครากเน่าจากเชื้อPhytophthora ต้องหลีกเลี่ยงต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดซึ่งจะเกิดการกลายพันธุ์ ผู้ขายต้นพันธุ์มักเรียกว่า พันธุ์พื้นเมือง ..