พืชจะได้รับธาตุอาหารมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าสารละลายปุ๋ยคงสภาพอยู่บนใบและมีระยะเวลาแทรกซึมเข้าสู่ใบได้ยาวนานเท่าไหร่ รวมถึงความ ยาก-ง่าย ของการซึมผ่านผิวใบ  ดังนั้นสภาพของต้นพืช เช่น รูปแบบทรงพุ่มที่มีกิ่งก้านแผ่ขยายจะมีโอกาสได้รับธาตุอาหารมากกว่าต้นที่สูงชะลูด รวมถึงรูปร่างและขนาดของใบ ลักษณะของผิวใบ ความหนาของไขบนผิวใบ และอายุของใบก็มีส่วนสำคัญ ใบที่รับธาตุอาหารได้มากที่สุดคือช่วงระยะใบเพสลาด เนื่องจากเป็นช่วงที่ใบขยายขนาดเกือบเต็มที่ และไขที่ผิวใบไม่หนาเกินไป


พืชจะนำธาตุอาหารที่ได้จากการให้ทางใบมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มักเป็นช่วงเวลาที่พืชต้องการธาตุอาหารในปริมาณสูงหรืออาจเรียกว่า ”ช่วงวิกฤติ” เช่น ช่วงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คือช่วงที่มีแตกกิ่งและใบอย่างรวดเร็ว ช่วงที่มีการออกดอกพร้อมๆ กัน และช่วงที่ผลกำลังเจริญสร้างเมล็ดและสร้างเนื้อ ซึ่งมักเป็นช่วงที่รากหาอาหารได้น้อยกว่าความต้องการ กระบวนการลำเลียงเคลื่อนย้ายธาตุอาหารระหว่างส่วนต่างๆ ของพืชช้าเกินไป รวมถึงมีการแย่งธาตุอาหารกันเองระหว่างส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ช่วงที่ออกดอกและติดผลพร้อมๆ กันเป็นปริมาณมาก โดยการแข่งและแย่งมักรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการแตกใบ ขณะที่ออกดอก หรือติดผลอ่อน การให้ธาตุอาหารทางใบจึงจำเป็นอย่างมากในช่วงต่างๆ นี้


รวมถึงช่วงเวลาวิกฤติอื่นๆ ที่ทำให้พืชมีอาการขาดธาตุอาหาร เช่น สภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินไม่เหมาะสม ทำให้ธาตุอาหารบางชนิดถูกตรึงอยู่ในดิน หรือช่วงที่สภาพแวดล้อมผิดปกติจนทำให้พืชเกิดความเครียด เช่น แล้ง ขาดน้ำ แดดแรง อากาศหนาว หรือน้ำขังท่วม การให้ธาตุอาหารทางใบจะช่วยบรรเทาอาการขาดที่เกิดขึ้นได้  ดังนั้นการให้ธาตุอาหารทางใบให้ได้ผลอย่างคุ้มค่าจึงจำเป็นต้องรู้ทั้งลักษณะสภาพของพืช ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ