ความเสียหายทั้งจากกระแสน้ำที่หลากท่วมและผ่านไปใน 2-3วัน หรือท่วมขังในที่ลุ่ม นอกจากเสียหายจากความรุนแรงกระแสน้ำที่พัดพาพืชผลเสียหายแล้ว อีกความเสียหายที่เกิดขึ้นคือการที่น้ำซึมลงในเนื้อดินแทนที่อากาศตามช่องว่างต่างๆในเนื้อดิน ซึ่งทำให้รากขาดออกซิเจนไม่สามารถหายใจและไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้ รวมทั้งเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นจนถึงระดับเป็นพิษ และมีผลกระตุ้นให้พืชสร้างฮอร์โมน เอทธิลีน(ethylene)ในปริมาณที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พืชเช่นไม้ผลเกิดอาการทิ้งใบ โดยเฉพาะใบแก่และยืนต้นตายทั้งๆที่มีใบเต็มต้น
ข้อแนะนำการฟื้นฟู -เลี่ยงการย่ำดินขณะที่ดินยังเปียก ต้องพยายามระบายน้ำที่ขังออกจากแปลงอย่างรวดเร็ว เร่งเติมอากาศลงในดินและเพิ่มการหมุนเวียนด้วยการปักท่อไม้ไผ่หรือพีวีซีลงในดิน
จากนั้นเมื่อเข้าแปลงได้ ควรให้ปุ๋ยโดยเน้นชดเชยธาตุไนโตรเจน โพแตสเซียมและโบรอนที่สูญเสียไปกับน้ำโดยให้ในอัตรา20%ของอัตราปกติ และฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อชดเชยประสิทธิภาพการดูดกินปุ๋ยของรากที่เสียไป เช่น สูตร20-20-20, 30-10-10 และธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมโดยเน้นธาตุแมกนีเซียม สังกะสีและโบรอน และอย่าลืมดูแลรักษาเรื่องโรครากเน่า โคนเน่า หากเกิดจากเชื้อPhytophthoraควรใช้สารฟอสเอทิล-อลูมินั่มหรือเมตาแลกซิล แต่หากเกิดจากเชื้อFusarium, Rhizoctoniaหรือ Sclerotiumควรราดโคนด้วย เทอร์ราคลอร์
ที่มาข้อมูล – กรมวิชาการเกษตร
ข้อแนะนำการฟื้นฟู -เลี่ยงการย่ำดินขณะที่ดินยังเปียก ต้องพยายามระบายน้ำที่ขังออกจากแปลงอย่างรวดเร็ว เร่งเติมอากาศลงในดินและเพิ่มการหมุนเวียนด้วยการปักท่อไม้ไผ่หรือพีวีซีลงในดิน
จากนั้นเมื่อเข้าแปลงได้ ควรให้ปุ๋ยโดยเน้นชดเชยธาตุไนโตรเจน โพแตสเซียมและโบรอนที่สูญเสียไปกับน้ำโดยให้ในอัตรา20%ของอัตราปกติ และฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อชดเชยประสิทธิภาพการดูดกินปุ๋ยของรากที่เสียไป เช่น สูตร20-20-20, 30-10-10 และธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมโดยเน้นธาตุแมกนีเซียม สังกะสีและโบรอน และอย่าลืมดูแลรักษาเรื่องโรครากเน่า โคนเน่า หากเกิดจากเชื้อPhytophthoraควรใช้สารฟอสเอทิล-อลูมินั่มหรือเมตาแลกซิล แต่หากเกิดจากเชื้อFusarium, Rhizoctoniaหรือ Sclerotiumควรราดโคนด้วย เทอร์ราคลอร์
ที่มาข้อมูล – กรมวิชาการเกษตร