ถึงแม้จะไม่ใช่พืชที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่บ้านเรา แต่ “อะโวคาโด” ก็ใช่ว่าจะเป็นพืชน้องใหม่เลยซะทีเดียว ประเทศไทยเริ่มมีการนำอะโวคาโดเข้ามาปลูกครั้งแรกไม่ต่ำกว่า 80 ปี ที่ผ่านมา โดยมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน หลังจากนั้นได้มีการนำพันธุ์ต่างๆ เข้ามาทดสอบโดยมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยต่างๆ จนปัจจุบันมีพันธุ์ต่างๆ มากมาย ทั้งพันธุ์ดั้งเดิมที่นำเข้ามาและพันธุ์ที่นำมาผสมและถูกคัดเลือกว่าเหมาะกับสภาพพื้นที่เมืองไทย
ช่วงเวลาที่ผ่านมาอะโวคาโดอาจถูกจัดว่าเป็น “ม้านอกสายตา” และอยู่ในแวดวงจำกัดเฉพาะเหล่านักวิชาการและผู้ประกอบการจำหน่ายพันธุ์ไม้เท่านั้น เนื่องจากรสชาติที่อาจไม่ถูกปากกับรสนิยมของคนไทยที่นิยมผลไม้รสจัด จึงไม่มีการปลูกเป็นการค้าอย่างแพร่หลายเช่นไม้ผลชนิดอื่น
ปัจจุบันกระแสของอะโวคาโดเริ่มร้อนแรง และเป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่มากมาย ทำให้ผู้คนเริ่มเสาะหาประสบการณ์จากหลากหลายเมนูที่ใช้อะโวคาโดเป็นส่วนประกอบ ทั้งจากตำรับดั้งเดิมและจากพรสวรรค์ที่มีอยู่ใน DNA ของพ่อครัว-แม่ครัวไทยที่สร้างสรรค์เมนูอาหารได้อย่างถูกปาก รวมถึงความเพียบพร้อมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ วิตามิน ที่สามารถนำมาใช้บำรุงความงามได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้ประโยชน์ “ทั้งกิน ทั้งทา” ก็ว่าได้
ในแง่ของคุณค่าทางอาหาร อะโวคาโด อุดมไปด้วย
1. โปรตีนที่มีประโยชน์ในปริมาณที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น และมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ
2. กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3, โอเมกา 6 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องหัวโรคหัวใจได้
3. โพแตสเซียม และ โฟเลท ช่วยลดความดันโลหิต
4. วิตามินต่างๆเช่น วิตามินอี-บำรุงผิวพรรณ วิตามินเอ-บำรุงสายตา วิตามินบี-แก้อาการเหน็บชา
ในขณะเดียวกัน นอกจากอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว อะโวคาโดยังประกอบด้วยน้ำมันจากธรรมชาติ ทำให้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามต่างๆ ที่ได้ผลเป็นที่ประทับใจต่อกลุ่มผู้ใช้ เช่น
1. นำมาบดให้ละเอียดเพื่อขัดและนวดใบหน้า เพื่อขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ทำให้ผิวใส เนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น ลดสิวรอยด่างดำ และกระชับรูขุมขน
2. นำมาบดและผสมน้ำมันมะกอก เพื่อหมักเส้นผม เพื่อช่วยฟื้นฟูเส้นผมที่แห้งเสียเปราะบาง ทำให้ผมแข็งแรง เงางามและยาวเร็วขึ้น แก้ปัญหารังแค คันหนังศีรษะ อักเสบ
3. ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความนุ่มนวล ให้กับมือ เท้า รักษาอาการแห้งแตก หรืออาการระคายเคือง
จากคุณประโยชน์ทั้ง 2 ด้านที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าโอกาสทางการตลาดของผลผลิตอะโวคาโดในปัจจุบันเปิดกว้างขึ้นมาก ทั้งตลาดที่นำไปทำอาหารเมนูเพื่อสุขภาพ และนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีตลาดที่ใหญ่มหาศาล
แต่ในปัจจุบันผลผลิตในตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นอะโวคาโดที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของพี่น้องชาวสวนที่จะเริ่มทำความเข้าใจในธรรมชาติ นิสัยและเทคนิคการทำสวนอะโวคาโดให้ประสบความสำเร็จในบ้านเราให้มากขึ้น
ช่วงเวลาที่ผ่านมาอะโวคาโดอาจถูกจัดว่าเป็น “ม้านอกสายตา” และอยู่ในแวดวงจำกัดเฉพาะเหล่านักวิชาการและผู้ประกอบการจำหน่ายพันธุ์ไม้เท่านั้น เนื่องจากรสชาติที่อาจไม่ถูกปากกับรสนิยมของคนไทยที่นิยมผลไม้รสจัด จึงไม่มีการปลูกเป็นการค้าอย่างแพร่หลายเช่นไม้ผลชนิดอื่น
ปัจจุบันกระแสของอะโวคาโดเริ่มร้อนแรง และเป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่มากมาย ทำให้ผู้คนเริ่มเสาะหาประสบการณ์จากหลากหลายเมนูที่ใช้อะโวคาโดเป็นส่วนประกอบ ทั้งจากตำรับดั้งเดิมและจากพรสวรรค์ที่มีอยู่ใน DNA ของพ่อครัว-แม่ครัวไทยที่สร้างสรรค์เมนูอาหารได้อย่างถูกปาก รวมถึงความเพียบพร้อมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ วิตามิน ที่สามารถนำมาใช้บำรุงความงามได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้ประโยชน์ “ทั้งกิน ทั้งทา” ก็ว่าได้
ในแง่ของคุณค่าทางอาหาร อะโวคาโด อุดมไปด้วย
1. โปรตีนที่มีประโยชน์ในปริมาณที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น และมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ
2. กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3, โอเมกา 6 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องหัวโรคหัวใจได้
3. โพแตสเซียม และ โฟเลท ช่วยลดความดันโลหิต
4. วิตามินต่างๆเช่น วิตามินอี-บำรุงผิวพรรณ วิตามินเอ-บำรุงสายตา วิตามินบี-แก้อาการเหน็บชา
ในขณะเดียวกัน นอกจากอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว อะโวคาโดยังประกอบด้วยน้ำมันจากธรรมชาติ ทำให้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามต่างๆ ที่ได้ผลเป็นที่ประทับใจต่อกลุ่มผู้ใช้ เช่น
1. นำมาบดให้ละเอียดเพื่อขัดและนวดใบหน้า เพื่อขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ทำให้ผิวใส เนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น ลดสิวรอยด่างดำ และกระชับรูขุมขน
2. นำมาบดและผสมน้ำมันมะกอก เพื่อหมักเส้นผม เพื่อช่วยฟื้นฟูเส้นผมที่แห้งเสียเปราะบาง ทำให้ผมแข็งแรง เงางามและยาวเร็วขึ้น แก้ปัญหารังแค คันหนังศีรษะ อักเสบ
3. ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความนุ่มนวล ให้กับมือ เท้า รักษาอาการแห้งแตก หรืออาการระคายเคือง
จากคุณประโยชน์ทั้ง 2 ด้านที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าโอกาสทางการตลาดของผลผลิตอะโวคาโดในปัจจุบันเปิดกว้างขึ้นมาก ทั้งตลาดที่นำไปทำอาหารเมนูเพื่อสุขภาพ และนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีตลาดที่ใหญ่มหาศาล
แต่ในปัจจุบันผลผลิตในตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นอะโวคาโดที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของพี่น้องชาวสวนที่จะเริ่มทำความเข้าใจในธรรมชาติ นิสัยและเทคนิคการทำสวนอะโวคาโดให้ประสบความสำเร็จในบ้านเราให้มากขึ้น