การผลิตพืชผลในยุคปัจจุบัน นอกจากการเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคแล้ว คุณภาพ รสชาติ สีสัน ความคงทนระหว่างขนส่งก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถส่งออกและแข่งขันในตลาดโลกได้หัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดการธาตุอาหาร โดยเฉพาะ ”การให้ธาตุอาหารทางใบ” เสริมจากการให้ปุ๋ยทางดินอย่าง
[✅] ถูกหลักวิชา
[✅] ถูกชนิด
[✅] ถูกเวลา
[✅] เพียงพอต่อความต้องการของพืช
------------------------------------------------
การให้ปุ๋ยทางใบที่ได้ผล พืชจะตอบสนองเช่น
แตกใบ 
ใบเขียวสมบูรณ์ 
เพิ่มการออกดอก 
การติดผล ขยาย ขนาด เพิ่มน้ำหนัก 
รวมจนถึงคุณภาพของผลผลิต 
ซึ่งพืชจะดูดกินทางใบได้ปุ๋ยชนิดนั้นต้องอยู่ในสภาพของเหลวที่มีน้ำเป็นตัวทำละลาย คุณสมบัติทางเคมีซึ่งมีผลต่อความยาวนานของการเกาะติด เปียกผิวใบ แผ่กระจาย และซึมผ่านผิวใบจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

อันดับแรกที่ควรรู้
คุณสมบัติแรกคือ ”การละลาย (solubility)” เนื่องจากพืชจะดูดกินธาตุอาหารทางใบได้จะต้องอยู่ในรูปที่ละลายน้ำเท่านั้น หากปุ๋ยชนิดนั้นไม่สามารถละลายน้ำได้ดี หรือตกตะกอนจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรืออาจทำให้เสียหาย ใบไหม้ ดอกร่วง เนื่องจากความเข้มข้นสูงเกินไป

อันดับที่สองคือ ”จุดชื้นเหลว (POD)” หรืออธิบายง่ายๆ คือ ความสามารถดึงน้ำในอากาศเข้าหาตัวเพื่อให้เกิดความชื้นและละลาย สารละลายปุ๋ยที่มีจุดชื้นเหลวต่ำจะละลายและแตกตัวบนผิวใบได้ดี ทำให้ซึมผ่านผิวใบได้ง่ายและพืชดูดกินได้มากกว่า

อันดับต่อมา เมื่อปุ๋ยทางใบต้องอยู่ในรูปของเหลวละลายน้ำ ปุ๋ยนั้นต้องแตกตัวเป็นประจุไอออน พืชถึงจะดูดกินได้ ดังนั้น ”ขนาดของโมเลกุล” จึงเป็นอีกจุดสำคัญ หากมีขนาดโมเลกุลใหญ่ก็จะไม่สามารถแทรกซึมผ่านช่องทางบนผิวใบที่มีขนาดเล็กถึงระดับนาโนเมตรได้ หรืออาจมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถผ่านปากใบได้อีกด้วย

นอกจากนั้น ”ความเข้มข้น” หรืออัตราการใช้ก็ช่วยทำให้การดูดซึมดีขึ้น เช่น การใช้อัตราสูงเพื่อให้พืชได้รับปุ๋ยมากขึ้นในช่วงที่ต้องการเร่งการเติบโต เร่งดอก เร่งการสร้างเมล็ดและสร้างเนื้อ แต่ต้องระวังไม่ให้อัตราเข้มข้นเกินไปจนเกิดความเสียหายใบไหม้ ดอกร่วงได้

คุณสมบัติสุดท้ายที่ไม่ควรละเลยคือ ”ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)” ของสารละลายปุ๋ย pH ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 5.5-6.5 จะช่วยให้ดูดซึมผ่านผิวใบได้มากและรวดเร็ว