อาการโรครากเน่า โคนเน่าจากเชื้อ Phytophthora ที่มักพบกันอยู่ประจำคือ ระยะแรกจะเห็นอาการใบเหลืองบางกิ่ง และเห็นคราบน้ำบนผิวเปลือกกิ่งหรือต้นในช่วงเช้าที่มีอากาศชื้น อาจเห็นหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงออกมาจากบริเวณแผล อาจพบใบช้ำ ดำ ตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก รากฝอยมีลักษณะเปลือกล่อน เปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล เมื่ออาการหนักขึ้นใบจะร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

ปีที่ผ่านมาพบเชื้อราสีขาวครีมอมชมพู แดงหรือส้ม เจริญคลุมอยู่บนกิ่งทุเรียน ทำให้อาจเข้าใจผิดและเรียกกันว่า “โรคราสีชมพู”ตามสีของเชื้อราที่เห็น แต่เมื่อนำเชื้อราสีขาวครีมอมชมพู แดงหรือส้มมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง พบเชื้อราในกลุ่ม Nectriaceae ซึ่งเป็นราในระยะการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของเชื้อรา Fusarium และเมื่อนำกิ่งที่แสดงอาการดังกล่าวไปแยกเชื้อ ก็พบเชื้อ Phytophthora

คำแนะนำในการดูแลรักษา ควรปรับพื้นที่ปลูกให้ระบายน้ำได้รวดเร็ว  ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อากาศถ่ายเทดี แดดส่องถึง นำกิ่งที่ตัดออกไปทำลายเผาทิ้งนอกแปลง หมั่นตรวจเช็คความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือค่า pH หาก pH ลดลงอยู่ในช่วง 4 - 4.5 จะเป็นช่วงที่เชื้อเจริญเติบโตได้ดี ควรปรับสภาพดินโดยใช้ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ หรืออาจควบคุมปริมาณเชื้อในดินด้วยเชื้อราปฏิปักษ์ Trichoderma อัตราผสม Trichoderma+รำข้าว+ปุ๋ยคอก 1:4:10 แล้วหว่านในอัตรา 50 กรัมต่อตารางเมตร


เมื่ออาการโรคลุกลามมาก ต้องใช้สารเคมีรักษา เช่น ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% (หรือ ทวินทาร์) อัตรา 150 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 35% อัตรา 45 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทาที่แผลหลังจากขูดหรือถากต้น หรืออาจใช้ฟอสฟอนิก แอซิด (วิธีใช้ตามคำแนะนำ) แต่หากพบเชื้อราสีขาวครีมออกชมพู แดงหรือส้ม (เชื้อFusarium)ด้วย ให้ฉีดพ่นกิ่ง ลำต้นด้วย ทีบูโคนาโซล 43% อัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

เมื่ออาการดีขึ้น สามารถช่วยให้ต้นฟื้นขึ้นโดยรวดเร็วโดยการฉีดปุ๋ยทางใบ สูตร 20-20-20 ร่วมกับธาตุอาหารรองที่เพิ่มความแข็งแรงของพืชเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม